9 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเปิดร้านชาไข่มุก

เห็นคนอื่นทำ แล้วขายดีก็อยากทำบ้าง! อีกใจหนึ่งก็เห็นคู่แข่งมากลงทุนไปแล้วกลัวจะเจ๊ง! เป็นอารมณ์ 2 จิต 2 ใจ ไม่รู้จะตัดสินใจยังไงดีสำหรับการเปิดร้านชาไข่มุก ยิ่งมาตอนนี้มีกระแส ชาไข่มุกแบบบุฟเฟ่ต์ เข้ามาเพิ่มเติมยิ่งทำให้ตัดสินใจยากขึ้นไปอีก บ้างก็ว่าไม่อยากเสี่ยงก็ซื้อแฟรนไชส์ไปเลย สะดวก จบ ง่าย สบาย! แต่ถ้าคิดมองการณ์ไกลอยากมีแบรนด์ตัวเองบ้าง ก็เลือกลงทุนเอง เริ่มจากน้อยๆไปก่อนค่อยๆเติบโตไปทีละขั้น ก่อนจะไปดูว่า “เจ๊ง” หรือ “ไม่เจ๊ง” มีวิธีอย่างไรเราต้องมารู้พื้นฐานของการเปิดร้านชาไข่มุกกันก่อนว่าเปิดร้านชาไข่มุก 1 ร้าน ลงทุนอะไรบ้าง เริ่มจาก

  1. ตัวร้านเอง
  2. อุปกรณ์ที่ใช้
  3. วัตถุดิบ

หากเปิดร้านเป็นแบรนด์ตัวเอง วัตถุดิบทยอยซื้อมาทีละน้อยๆ ก่อนได้ เบื้องต้นก็คือ ชาชนิดต่างๆ ไข่มุก และถ้าเปิดเป็นร้านชาไข่มุกบุฟเฟ่ต์ต้องมีไข่มุกที่หลากหลายในปริมาณที่มากขึ้น โดยราคาไข่มุกตามท้องตลาดอยู่ประมาณ 60-100 บาทแล้วแต่คุณภาพ ประมาณการค่าวัตถุดิบเบื้องต้นประมาณ 5,000 – 10,000 บาท เบ็ดเสร็จต้นทุนคร่าวๆ ของการเปิดร้านแบบลงทุนเองไม่ซื้อแฟรนไชส์มีงบเบื้องต้นประมาณ 40,000 – 50,000 บาท ได้ร้านชาไข่มุกสวยๆ 1 ร้าน แต่งบประมาณส่วนนี้อาจลดน้อยลงได้ก็ขึ้นอยู่กับการวางแผนในเบื้องต้นที่หลายคนอาจใช้หน้าร้านแบบธรรมดาๆ ไม่ตกแต่งอะไรมาก โต๊ะตัวเดียว พร้อมอุปกรณ์ชงง่ายๆ ต้นทุนจะลดลงมาประมาณไม่เกิน 20,000 ก็เปิดร้านได้ แต่ว่าในยุคที่คู่แข่งมีมาก การที่หน้าร้านเราดูไม่น่าสนใจ แพคเกจไม่ดึงดูด ลงทุนน้อยก็จริงแต่ลูกค้าก็อาจจะน้อยตามไปด้วย อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย

ดังนั้นช่องทางการขายจึงไม่ควรมีแต่หน้าร้าน นอกจากออฟไลน์ ควรมีออนไลน์ หรือจัดส่ง เดลิเวอรี่ หรือถ้าเปิดร้านในย่านออฟฟิศ ควรรับออร์เดอร์จากลูกค้าแล้วจัดส่งถึงโต๊ะทำงาน หรือหากเป็นไปได้ก็ควรเพิ่มความสามารถตัวเองให้รับงานจัดเลี้ยงต่างๆ ได้อีกช่องทางด้วย จะช่วยทำให้มีรายได้จากหลายทางมากขึ้น ร้านชานมไข่มุกบุฟเฟ่ต์อาจเป็นเพียงหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่น่าสนใจ ซึ่งในอนาคตก็อาจมีกลยุทธ์การตลาดใหม่ๆมาสร้างกระแสได้อีก สิ่งสำคัญคือพื้นฐานของธุรกิจต้องมั่นคงแข็งแรง คนลงทุนต้องรู้จักการบริหารจัดการ และมีไอเดียใหม่ๆ มานำเสนอลูกค้า ซึ่งคำว่าไอเดียดีๆ ที่ว่านี้คือคีย์เวิร์ดสำคัญที่ทำให้ไม่ว่าจะลงทุนในธุรกิจใดๆ ไม่เจ๊งแน่นอน

9 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเปิดร้านชาไข่มุก

  1. วางคอนเซ็ปต์หรือรูปแบบร้าน ว่าอยากจะเปิดร้านในรูปแบบไหนกลุ่มเป้าหมายเป็นใคร และสถานที่ใดที่เราอยากจะเปิดร้านกาแฟ
  2. ออกไปสำรวจสถานที่จริงที่ต้องการเปิดร้านกาแฟ
  3. เมื่อได้ทำเลที่ต้องการแล้ว ให้สอบถามเรื่องต่างๆดังนี้ – ค่าเช่าเดือนละเท่าไหร่ – ค่าน้ำค่าไฟคิดยูนิตเท่าไหร่ – เก็บเงินมัดจำ เงื่อนไขอย่างไร – เมื่อยกเลิกการขาย จะต้องแจ้งล่วงหน้ากี่เดือนและมีเงื่อนไขใดบ้าง – การตกแต่งสถานที่มีเงื่อนไขอย่างไร
  4. ศึกษาหาความรู้เรื่องของกาแฟ และข้อมูลบริษัทฯ ผู้จำหน่ายสินค้า วัตถุดิบ และอุปกรณ์ในการเปิดร้านกาแฟ
  5. ออกแบบร้านและเริ่มก่อสร้างร้านตามรูปแบบที่วางไว้ งบประมาณในการก่อร้างและตกแต่งไม่ควรเกิน 40% ของเงินลงทุนทั้งหมด
  6. สำรวจงบประมาณที่เหลือ และตัดสินใจเลือกรูปแบบร้าน สินค้าวัตถุดิบ และอุปกรณ์ในการเปิดร้านทั้งหมด โดยทำเป็นบัญชีรายจ่าย ลองเขียนรายการต่างๆที่ต้องซื้อมาเป็นข้อๆ แล้วใส่ราคาที่เราสำรวจมาได้ลงไป ก็จะได้งบประมาณคร่าวๆ ถ้าเกินก็พิจารณาดูสินค้าใดรายการใดไม่จำเป็นอาจจะลดคุณสมบัติลงหรือตัดออกไป
  7. ประกาศรับสมัครงานบาริสต้า หากเจ้าของขายเองก็ไม่ต้อง
  8. เข้าสู่ขั้นตอนการฝึกอบรมจากสถาบันการสอนชงกาแฟ
  9. เตรียมตัวเปิดร้านกาแฟ โดยฝึกซ้อม ซักซ้อม สูตร และคำพูดในการกล่าวต้อนรับลูกค้า
  10. จัดเรียงสินค้าและตรวจความเรียบร้อยภายในร้านกาแฟ เพื่อเตรียมตัวเปิดร้าน