เปิดธุรกิจชานมไข่มุกหรือชานมไต้หวันเริ่มต้นอย่างไร

เพื่อนๆอาจสังเกตเห็นได้ว่าในปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมชานมไข่มุกหรือชานมไต้หวันกำลังเฟื่องฟู ด้วยแฟรนไชส์ชาฟองที่ดังๆ ในไต้หวัน เช่น ChaTime, Quick, Gong Cha และ CoCo Fresh สร้างชื่อเสียงทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยเองด้วยเป็นที่ชัดเจนว่า คนเรายังมีความต้องการเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

หากคุณเป็นคนที่หลงใหลเกี่ยวกับชาไข่มุก คุณอาจพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนความชอบนี้เป็นอาชีพ ดังนั้นคำถามใหญ่ก็คือคุณจะเริ่มอย่างไร วันนี้เรามีเทคนิค หรือ วิธีการง่ายๆในการเริ่มต้นเปิดธุรกิจ ชานมไข่มุกด้วย

1.แนวคิดร้าน

คอนเซ็ปต์ร้านกับทำเล สองเรื่องนี้เป็นเหมือนไก่กับไข่ ไม่มีสูตรตายตัวว่าอะไรมาก่อน บางคนอาจมีทำเลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือตึกแถวของตัวเอง แล้วค่อยมานั่งคิดว่าจะขายอะไรดี หรือบางคนอาจจะรู้อยู่แล้วว่าอยากทำร้านแบบไหน แล้วค่อยมาหาพื้นที่เช่าทีหลัง แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้คือ เราจะขายอะไร จะขายให้ใคร และลูกค้าเราชอบอะไร

คอนเซ็ปต์ร้านที่ดี ต้องมาจากการสำรวจความต้องการตลาดที่ถูกต้อง จำไว้เสมอว่า “รสชาติอาหาร” ไม่ใช่จุดขายเสมอไป เพราะไม่มีร้านอาหารไหนบอกว่าอาหารของตัวเองไม่อร่อยแน่นอน ในเมื่อจุดขายของร้านเรา ไม่ใช่รสชาติอาหาร เราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า ลูกค้าต้องมาร้านเราเพราะอะไร

ทุกวันนี้ลูกค้าไม่ได้ไปร้านอาหารเพียงเพราะแค่รสชาติอาหารที่ถูกปากอย่างเดียว แต่ลูกค้าเลือกร้านนั้นเพราะอาจอยากสัมผัสถึงประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากร้านอื่น เช่น ร้าน Rocket Coffeebar ซึ่งนำเสนอเมนูที่เป็น all day breakfast โดยเมนูจะเปลี่ยนไปทุกเดือน ทำให้ลูกค้ารู้สึกแปลกใหม่ตลอดเวลา

2.เลือกที่ตั้งร้านค้าที่ดี

ทำเล ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ตัดสินว่า ร้านจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ปัจจัยสำคัญในการเลือกทำเลตั้งร้านอาหาร มีทั้ง ฐานลูกค้า คู่แข่ง การเข้าถึง ที่จอดรถ รวมไปถึงการมองเห็น นอกจากนี้ ทำเลในหรือนอกห้างสรรพสินค้าก็เป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณา

การตั้งอยู่ในห้างฯ มีข้อดีคือ เราจะได้กลุ่มลูกค้าที่หลากหลายและแน่นนอน ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องที่จอดรถหรือสภาพอากาศแต่ก็ต้องแลกกับค่าเช่าที่แพง หรืออาจจะเป็นแบบแชร์ผลกำไร (GP) ในขณะที่ร้านแบบ stand alone หรืออยู่ภายนอกห้างฯ ย่อมมีค่าเช่าถูกกว่า แต่ก็ต้องเสี่ยงกับสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน รวมถึงที่จอดรถที่อาจมีจำกัด

แต่ต่อให้เราได้ทำเลที่ต้องการเหมาะกับฐานลูกค้าแล้ว สิ่งที่ลืมไม่ได้เลยคือ การวิเคราะห์คู่แข่งบริเวณเดียวกัน คงไม่ดีแน่ ถ้าคุณคิดจะเปิดร้านเบเกอรี่ในทำเลที่มีร้านเบเกอรี่เจ้าดังอยู่แล้ว 3 ร้าน รวมไปถึงการสังเกตยอดขายร้านประเภทเดียวกันในทำเลนั้นๆ เพื่อที่นำมาวิเคราะห์ถึงโอกาสและอุปสรรค หากเราจะเข้ามาแข่งขันในทำเลนี้

3.เขียนแผนธุรกิจ

หลังจากวางแผนจัดการทุกอย่างเป็นอย่างดีแล้ว ก็ถึงเวลาทำให้ร้านเราเป็นที่รู้จักในวงกว้าง คนทำร้านอาหารส่วนใหญ่มักเริ่มทำการตลาดหลังจากเปิดร้านไปแล้ว ทั้งที่ความจริง คุณสามารถทำการตลาดได้ตั้งแต่วันแรกที่คุณได้ชื่อร้านด้วยซ้ำ

ถ้าคุณเริ่มทำการตลาดตอนที่เปิดร้านแล้ว อย่าลืมว่าวันนั้นคุณจะเริ่มมีค่าใช้จ่าย ทั้งค่าเช่า ค่าพนักงาน ค่าวัตถุดิบอาหาร หากร้านคุณขายได้ก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าวันนั้นลูกค้ายังไม่รู้จัก นั่นหมายถึงร้านคุณกำลังเสี่ยงต่อการขาดทุนทันที

ทุกวันนี้มีเว็ปไซต์หรืองานสัมมนาต่างๆ ที่สอนเทคนิคการทำการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ค่อนข้างมาก คงไม่ยากสำหรับเจ้าของร้านอาหารที่จะเริ่มเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับเริ่มธุรกิจร้าน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเทคนิคต่างคือ เนื้อหา (Content) ที่เราต้องการสื่อสารไปยังลูกค้า รวมไปถึง ประสบการณ์ (Experience) ที่ลูกค้าได้รับทั้งก่อนและหลังเข้ามาใช้บริการ

การทำโปรโมชั่นเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยดึงดูดลูกค้ามาที่ร้าน ซึ่งมี เทคนิคการทำโปรโมชั่นที่น่าสนใจมากมาย แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ลูกค้ากลุ่มหนึ่งอาจเข้ามาลองร้านอาหารคุณเพราะโปรโมชั่นราคา และจะหายไปหากวันนึงคุณเลิกทำโปรโมชั่น

สิ่งที่ดีที่สุดในการทำการตลาดคือ การมัดลูกค้าของคุณให้อยู่หมัด การตลาดและการโฆษณาอาจช่วยดึงลูกค้ามาร้านคุณเป็นครั้งแรก แต่ประสบการณ์ที่เขาได้รับกลับไป จะทำให้เขากลับมาเป็นลูกค้าประจำ (Repeat customer) และบอกต่อ (Word of mouth) ในที่สุด

ได้รู้ขั้นตอนการเปิดร้านอาหารแล้ว รออะไรล่ะครับ ลงมือเปิดร้านอาหาร ทำตามความฝันของคุณเลย!