สูตรคำนวณต้นทุนชา กาแฟ ต่อแก้ว หมดกังวลเรื่องบัญชีติดตัวแดง

          คุณเคยมีปัญหาเหล่านี้กันบ้างไหม? เปิดร้านขายชา กาแฟ มาตั้งนาน มีทั้งลูกค้าขาจรและลูกค้าขาประจำก็ตั้งเยอะ วันๆ หนึ่งสามารถขายได้อีกตั้งหลายแก้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ไม่ว่าจะขายได้เยอะแค่ไหน แต่ในบัญชีรายรับรายจ่ายก็ยังคงติดตัวแดงให้ปวดใจกันเป็นแถบๆ?

          หนึ่งในสาเหตุหลักก็คงหนีไม่พ้น ‘การคำนวณต้นทุนต่อแก้ว’ เพราะหากเราไม่มีการคำนวณจะส่งผลให้เราไม่รู้ว่าสินค้าตัวไหนขายดี ไม่รู้ว่าต้องเพิ่มหรือลดวัตถุดิบตัวใดลงบ้าง หรือควรตั้งราคาขายประมาณเท่าใด เพื่อให้คุ้มกับทั้งค่าเช่าร้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน หรือแม้กระทั่งค่าวัตถุดิบอื่นๆ ที่นอกเหนือจากเมนูชา กาแฟ ของเราอีกด้วย

          จนท้ายที่สุดตัวเลขในบัญชีก็กลายเป็นสีแดง แม้จะพอมีเงินหมุนเวียนให้จับจ่ายใช้สอยกันอยู่บ้าง แต่หากในระยะยาวเมื่อน้ำลด ทุนหมด ตอก็ผุดขึ้นมาคือ กำไรไม่มี เงินหมุนเวียนที่จะใช้ในร้านก็หาไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องเลิกกิจการกันไป เพื่อป้องกันความล้มเหลวที่ว่านี้ ลองมาดูสูตรคำนวณต้นทุนต่อแก้วตอนนี้ก็ไม่สายเกินแก้

สูตรคิดต้นทุนอย่างง่าย สูตรเดียวจบทุกเมนูเครื่องดื่ม

          สูตรนี้สามารถใช้ได้กับทั้งเมนู ชา ชานมไข่มุก กาแฟ และอื่นๆ เพราะมีพื้นฐานต้นทุนแบบเดียวกัน แตกต่างกันเพียงแค่วัตถุดิบที่ใช้และวิธีการชงในแต่ละเมนูเท่านั้น

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้สูตรคำนวณต้นทุนต่อแก้วกับเมนูชาเขียวนมสด

          ชาเขียวนมสด ขนาด 16 oz. 1 แก้ว ประกอบด้วย

                   1. ใบชาเขียวคั่ว

                   2. นมข้น

                   4. นมสดคาร์เนชั่น

                   5. แก้ว + ฝา

                   6. น้ำแข็ง

วิธีคำนวณ

  1. ใบชาเขียวคั่ว ราคา 350 บาท/กิโลกรัม
  2. การชงชาเขียวนมสด 1 แก้ว ใช้ใบชา 15 กรัม
  3. ดังนั้น 1 ถุง สามารถชงได้ 1000/15 ก. = 66 แก้ว
  4. จากสูตรจะได้ว่า 350 x (15/1000) = 5.25 บาท

สรุปได้ว่า ใบชาเขียวคั่ว 350 บาท/กก. สามารถชงกาแฟได้ 66 แก้ว โดยมีต้นทุนเฉลี่ย 5.25 บาท/แก้ว

  • นมข้น ราคา 24 บาท/กระป๋อง (338 กรัม = 13 oz.)
  • การชงชาเขียวนมสด 1 แก้ว ใช้นมข้น 1 oz.
  • ดังนั้น 1 กระป๋อง สามารถชงได้ 13/1 oz. = 13 แก้ว
  • จากสูตรจะได้ว่า 24 x (1/13) = 1.85 บาท

สรุปได้ว่า นมข้น 24 บาท/กระป๋อง สามารถชงชาเขียวนมสดได้ 13 แก้ว โดยมีต้นทุนเฉลี่ย 1.85 บาท/แก้ว

  • นมสดคาเนชั่น 24 บาท/กระป๋อง (405 ก. = 13 oz.)
  • การชงชาเขียว 1 แก้ว ใช้นมสด 1 oz.
  • ดังนั้น 1 กระป๋อง สามารถชงได้ 13/1 ก. = 13 แก้ว
  • จากสูตรจะได้ว่า 24 x (1/13) = 1.85 บาท

สรุปได้ว่า นมสดคาร์เนชั่น 24 บาท/กระป๋อง สามารถชงชาเขียวนมสดได้ 13 แก้ว โดยมีต้นทุนเฉลี่ย 1.85 บาท/แก้ว

  • แพคเกจ
  • แก้ว+ฝา คิดรวมชุดละ 3 บาท และหลอด 40 บาท/แพค โดยใน 1 แพคมีหลอดอยู่ 250 อัน
  • จากสูตรจะได้ว่า 40 x (1/250) = 0.16 บาท

สรุปได้ว่า แพคเกจทั้งหมด มีต้นทุนเฉลี่ย 3 + 0.16 = 3.16 บาท/แก้ว

  • น้ำแข็ง 40 บาท/กระสอบ
  • 1 กระสอบ ใช้ได้ 40 แก้ว (คำนวณเผื่อละลาย)

สรุปได้ว่า น้ำแข็ง 40 บาท/กระสอบ สามารถชงชาเขียวนมสด ได้ 40 แก้ว โดยมีต้นทุนเฉลี่ย 1 บาท/แก้ว

          ว้าว! ราคาต้นทุนน้อยขนาดนี้ก็หมายความว่าเราได้กำไรอื้อซ่าเลยน่ะสิ? ถ้าคุณกำลังมีความคิดอันตรายแบบนั้นอยู่ล่ะก็โปรดฟังทางนี้ก่อน!

          อย่าลืมว่าราคานี้ยังต้องเอาไปบวกค่าเช่า ค่าน้ำค่าไฟ ค่าพนักงาน ค่าวัตถุดิบอย่างอื่นอีกสารพัด หากจะตั้งราคาขายที่แท้จริง เราต้องนำค่าใช้จ่ายในส่วนนี้บวกเข้าไปในราคาขายด้วย

ยกตัวอย่างเช่น:

          ขายชาเขียวเย็นแก้วละ 60 บาท เราจะได้กำไรต่อแก้ว = 60 – 13 = 47 บาท

          รายจ่าย:

                   ค่าเช่าร้าน 10,000 บาท/เดือน

                   ค่าไฟฟ้า 5,000 บาท/เดือน

                   ค่าน้ำ 500 บาท/เดือน

                   ค่าพนักงาน 3 คน คนละ 9,000 บาท/เดือน รวม 27,000 บาท/เดือน

          รวมต้นทุนคงที่ 42,500 บาท (ยังไม่รวมต้นทุนผันแปรอื่นๆ เลยนะ!)

          ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่า ภายใน 1 เดือน เราต้องขายได้ขั้นต่ำ = 42,500/47 = 905 แก้ว/เดือน หรือ วันละ = 905/31 วัน = 30 แก้ว/วัน

          เพื่อให้คุ้มค่ากับต้นทุนคงที่ของเรา ในเมื่อเรารู้ข้อมูลเหล่านี้เเล้ว เราก็จะสามารถเห็นภาพรวมที่ชัดเจนมากขึ้น ทำให้ง่ายต่อการวางแผนการตลาดเพื่อกระตุ้นการขายต่อไปได้ เช่น การทำโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม เป็นต้น

          นอกจากการวางแผนการตลาดแล้ว เรายังสามารถกำหนดทิศทางของธุกิจของเราได้อย่างมีระบบระเบียบ ไม่สะเปะสะหว่านแหเสี่ยงดวงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องบัญชีรายรับ-รายจ่าย ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดอนาคตของธุรกิจเรานั่นเอง