จากเมนูขายดีหน้าร้านสู่ชาแบรนด์ตัวเอง ควรเลือก OEM หรือ ODM แบบไหนดี

จากเมนูขายดีหน้าร้านสู่ชาแบรนด์ตัวเอง ควรเลือก OEM หรือ ODM แบบไหนดี?

เมนูขายดีหน้าร้านอยากต่อยอดเป็น “ชาแบรนด์ตัวเอง” ต้องเริ่มตรงไหน? ถ้ามีสูตรที่ลูกค้าชอบอยู่แล้วควรเลือก OEM หรือ ODM? แล้วสูตรที่ชงขายเป็นแก้วทุกวัน สามารถส่งให้โรงงานผลิตเป็นสินค้าภายใต้แบรนด์ของเราได้เลยหรือเปล่า? คำถามเหล่านี้มักเกิดขึ้นเมื่อร้านชา ร้านกาแฟ คาเฟ่ หรือร้านชานมเริ่มมีเมนูที่ลูกค้าจำได้ ขายต่อเนื่อง และมีคนถามถึงวัตถุดิบหรืออยากซื้อกลับไปชงเอง

คำตอบคือ เมนูขายดีเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากสำหรับ “ทำชาแบรนด์ตัวเอง” แต่ไม่ได้หมายความว่าสูตรหน้าร้านจะพร้อมผลิตจำนวนมากทันที ร้านควรเช็กก่อนว่าสูตรนั้นมีมาตรฐานแค่ไหน ลูกค้าชอบตรงกลิ่น สี หรือรสชาติอะไร เมื่อเปลี่ยนคนชงแล้วยังได้รสใกล้เคียงเดิมหรือไม่ และสุดท้ายอยากให้สินค้าออกมาในรูปแบบไหน

ถ้าร้านมีสูตรชัด มีต้นแบบ และรู้ว่าต้องการรสชาติแบบใด การผลิตแบบ OEM มักช่วยให้เริ่มได้เร็วกว่า แต่ถ้ามีเพียงไอเดีย เช่น อยากได้ชาไทยหอมคั่วแต่ไม่ฝาด ชาเขียวที่กลิ่นชายังชัดหลังใส่นม หรือชานมสูตรเฉพาะที่ไม่เหมือนร้านอื่น การเลือก ODM เพื่อให้โรงงานช่วยพัฒนาสูตรจะเหมาะกว่าเลยทีเดียว

สถานการณ์ของร้านแนวทางที่เหมาะ
มีสูตรหรือสินค้าต้นแบบชัดเจนแล้วOEM
มีเมนูขายดี แต่สูตรยังพึ่งฝีมือคนชงมากOEM + ปรับสูตรร่วมกับโรงงาน
รู้ว่าอยากได้สินค้าแบบไหน แต่ยังไม่มีสูตรODM
ต้องการรสชาติหรือกลิ่นเฉพาะแบรนด์ODM
อยากเริ่มเร็วจากสูตรที่โรงงานมีอยู่แล้วOEM จากสูตรมาตรฐานของโรงงาน
ยังไม่รู้ว่าควรทำชาแบบไหนทดลองตัวอย่างและคุยกับโรงงานก่อนผลิตจริง

สำหรับ Bluemocha ปัจจุบันมีบริการ OEM เริ่มต้นที่ 51 กิโลกรัม และ ODM สำหรับการพัฒนาสูตรเริ่มต้นที่ 60 กิโลกรัม

ชานกฮูกแนะนำ

อย่าเพิ่งเริ่มจากคำถามว่า “โรงงานขั้นต่ำกี่กิโล?” อย่างเดียว แต่ลองถามตัวเองก่อนว่า ถ้าผลิตออกมาแล้ว “ลูกค้าจะซื้อสินค้านี้เพราะอะไร?” ถ้าตอบข้อนี้ได้ชัด การเลือกสูตร แพ็กเกจ และวิธีผลิตจะง่ายขึ้นเยอะเลยนั่นเอง

ร้านที่เปิดขายมาระยะหนึ่งมีข้อได้เปรียบเหนือแบรนด์ที่เริ่มจากศูนย์ เพราะมีข้อมูลจากลูกค้าจริงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเมนูไหนขายบ่อย ลูกค้าสั่งหวานระดับไหน หรือมีเมนูใดที่ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ เรื่องเหล่านี้มีค่ามากกว่าการนั่งเดาว่าตลาดน่าจะชอบอะไรอย่างแน่นอน อย่างเช่น ร้านมีชาไทยเป็นเมนูขายดี ลูกค้าหลายคนจำได้ว่า “ร้านนี้ชาเข้มและมีกลิ่นคั่วชัด” นั่นหมายความว่าร้านมีจุดตั้งต้นในการพัฒนาสินค้าแล้ว หากต้องการทำชาไทยแบรนด์ตัวเอง ก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยคำถามกว้าง ๆ ว่า “ชาไทยแบบไหนดี” แต่สามารถเริ่มจากคำถามที่ชัดขึ้นว่า “เราจะรักษากลิ่นคั่วและความเข้มแบบที่ลูกค้าชอบไว้ในสินค้าที่ผลิตซ้ำได้อย่างไร?”

ทำไมเมนูขายดีหน้าร้านเหมาะกับการต่อยอดเป็นชาแบรนด์ตัวเอง

นี่แหละ! ร้านสามารถใช้หน้าร้านเป็นพื้นที่ทดลองได้จริง ก่อนผลิตสินค้าจำนวนมาก เช่น ลองชงชา 2–3 สูตรกับลูกค้าประจำ ลองปรับปริมาณใบชา หรือดูว่าถ้าเปลี่ยนจากสูตรเดิมมาใช้สูตรที่สามารถผลิตซ้ำได้ง่ายขึ้น ลูกค้ารู้สึกต่างมากหรือไม่ วิธีนี้ช่วยลดการตัดสินใจจากความรู้สึกของเจ้าของร้านเพียงคนเดียวกันเลย แต่อย่างไรก็ตาม “ขายดี” กับ “พร้อมทำแบรนด์” เป็นคนละเรื่อง ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น เมนูหนึ่งอาจขายดีเพราะพนักงานคนหนึ่งชงเก่งมาก ใช้การกะปริมาณด้วยสายตา หรือมีขั้นตอนเฉพาะที่อธิบายให้คนอื่นทำตามได้ยาก ถ้ายังเป็นแบบนี้ ก่อนทำชาแบรนด์ตัวเอง ร้านควรทำสูตรให้ชัดและทำซ้ำได้ก่อนนั่นเอง

สูตรที่พร้อมสำหรับการต่อยอดไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ควรมีข้อมูลชัดพอให้คนอื่นทำตามแล้วได้ผลใกล้เคียงกัน ร้านสามารถเริ่มเช็กจากข้อมูลต่อไปนี้

สิ่งที่ควรเช็กคำถามที่ควรถาม
ยอดขายเมนูนี้ขายต่อเนื่อง หรือดังเพียงช่วงสั้น ๆ?
การซื้อซ้ำลูกค้ากลับมาซื้อเมนูนี้อีกหรือไม่?
สูตรชั่งเป็นกรัมและมิลลิลิตรชัดเจนหรือยัง?
วิธีสกัดชาระบุอุณหภูมิ เวลา และปริมาณน้ำหรือยัง?
รสชาติพนักงานหลายคนชงแล้วรสใกล้กันหรือไม่?
วัตถุดิบหาได้ต่อเนื่องและคุณภาพแต่ละล็อตใกล้เคียงกันหรือไม่?
กลุ่มลูกค้าจะขายให้ผู้บริโภคทั่วไป ร้านน้ำ หรือส่งให้สาขา?
รูปแบบสินค้าต้องการใบชา ผงชา หรือชาเบลนด์สูตรเฉพาะ?
ราคาขายสินค้าที่จะผลิตมีช่วงราคาที่ตลาดยอมรับหรือไม่?
ปริมาณขายมีช่องทางระบายสินค้าเพียงพอกับขั้นต่ำโรงงานหรือไม่?

ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ถ้าหน้าร้านเขียนสูตรว่า ชาไทย 2 ช้อน ใส่นมประมาณหนึ่ง สูตรแบบนี้ยังไม่เหมาะกับการส่งต่อให้โรงงานหรือหลายสาขา เพราะคำว่า “ช้อน” และ “ประมาณ” สามารถเปลี่ยนได้ทุกครั้ง ควรเปลี่ยนเป็นชาเท่าไร น้ำร้อนกี่มิลลิลิตร สกัดกี่นาที และได้น้ำชาสุดท้ายเท่าไรให้ชัดเจนกว่าเดิม

เมื่อสูตรถูกแปลงเป็นตัวเลข ร้านจะเริ่มเห็นสิ่งที่ปรับปรุงได้ง่ายขึ้น เช่น ใช้ใบชาเยอะเกินไปหรือไม่ สูตรปัจจุบันคุมต้นทุนได้หรือเปล่า หรือเมื่อลดปริมาณลงเล็กน้อย ลูกค้ายังรู้สึกว่ารสชาติเหมือนเดิมไหม ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากตอนคุยกับโรงงานเลยทีเดียว

OEM กับ ODM ต่างกันอย่างไร สำหรับร้านเครื่องดื่มที่อยากทำชาแบรนด์ตัวเอง

ถ้าไม่อยากจำศัพท์ยาก ๆ ให้มองแบบนี้

  • OEM คือ ร้านรู้ค่อนข้างชัดแล้วว่าอยากได้อะไร และต้องการให้โรงงานช่วยผลิต
  • ODM คือ ร้านมีเป้าหมายหรือไอเดีย แต่ต้องการให้โรงงานช่วยพัฒนาสินค้าให้เป็นสูตรที่ผลิตจริงได้

ในทางปฏิบัติแต่ละโรงงานอาจแบ่งบริการต่างกันเล็กน้อย จึงควรถามขอบเขตงานให้ชัดก่อนเริ่ม แต่ Bluemocha มีบริการ OEM ที่เหมาะกับผู้ที่มีสูตรอยู่แล้วหรือเลือกสูตรมาตรฐานของโรงงาน และ ODM เหมาะกับผู้ที่ต้องการให้ช่วยพัฒนาสูตรใหม่หรือปรับรสชาติ สี และกลิ่นให้เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

สมมติร้านมีชาไทยขายดีมาหลายปี เจ้าของร้านรู้แล้วว่าต้องการกลิ่นแบบไหน ต้องการความเข้มประมาณใด และมีตัวอย่างชาที่ใช้อยู่เป็นต้นแบบ การเลือก OEM จะทำให้การคุยกับโรงงานตรงประเด็นมากขึ้น ร้านสามารถส่งต้นแบบ สูตร หรือรายละเอียดความต้องการให้โรงงานดู จากนั้นทดสอบสินค้าตัวอย่างว่ากลิ่น สี และรสชาติใกล้กับสิ่งที่ร้านต้องการหรือไม่ ถ้าลงตัวแล้วจึงค่อยเข้าสู่กระบวนการผลิตจริงกันเลย

OEM ยังเหมาะกับร้านที่ไม่ได้ต้องการสร้างรสชาติใหม่ทั้งหมด แต่อยากเลือกสูตรที่โรงงานพัฒนาไว้แล้ว จากนั้นนำมาบรรจุภายใต้ชื่อแบรนด์ของตัวเอง วิธีนี้ช่วยลดเวลาในการลองสูตรหลายรอบ และเหมาะกับคนที่อยากเริ่มขายสินค้าเร็วขึ้นนั่นเอง

บางร้านรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร แต่ยังบอกไม่ได้ว่าต้องใช้ใบชาชนิดใดหรือเบลนด์อย่างไร เช่น อยากได้ชาไทยที่หอมคั่วชัด แต่ไม่ฝาดมาก อยากได้ชาเขียวที่ไม่มีกลิ่นมะลิ หรืออยากได้ชานมที่กลิ่นชายังอยู่หลังผสมนมและน้ำแข็ง สถานการณ์แบบนี้เหมาะกับ ODM มากกว่า เพราะโจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่ผลิตสูตรเดิม แต่อยู่ที่ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้เป็นสูตรจริง

ร้านควรอธิบายปลายทางให้ละเอียด เช่น ต้องการนำไปชงนม เมนูใส หรือชาผลไม้ กลุ่มลูกค้าเป็นใคร ราคาขายต่อแก้วประมาณเท่าไร และต้องการกลิ่นหรือรสไปในทิศทางไหน ยิ่งโจทย์ชัด ทีมพัฒนาสูตรก็ยิ่งทำงานง่ายขึ้นอย่างแน่นอน

นี่เป็นสถานการณ์ที่พบได้บ่อยกว่าสองกรณีแรกเสียอีก ร้านมีเครื่องดื่มที่ลูกค้าชอบแล้ว แต่สูตรเกิดจากการลองชงมานานจนมีรายละเอียดเล็ก ๆ เต็มไปหมด เช่น ผสมชาสองตัวเอง ใช้เวลาชงไม่แน่นอน หรือจำเป็นต้องให้เจ้าของร้านเป็นคนชงจึงจะได้รสชาติที่ต้องการ

กรณีนี้ไม่จำเป็นต้องทิ้งสูตรเดิมทั้งหมด สิ่งที่ควรทำคือใช้เมนูเดิมเป็น ต้นแบบรสชาติ แล้วคุยกับโรงงานว่าจะทำอย่างไรให้รสใกล้เคียงเดิม แต่ชั่งง่ายขึ้น ผลิตซ้ำได้ และควบคุมคุณภาพได้สะดวกกว่าเดิม บางโรงงานอาจเรียกงานลักษณะนี้ว่า OEM พร้อมปรับสูตร บางแห่งอาจจัดเป็น ODM เพราะมีขั้นตอนพัฒนาสูตรร่วมด้วย ดังนั้นอย่ายึดชื่อบริการเป็นหลักจนเกินไป แต่ให้ถามว่า “โรงงานช่วยปรับสูตรจากต้นแบบที่เรามีได้มากน้อยแค่ไหน” จะได้คำตอบที่ตรงกว่าเลยทีเดียว

ชานกฮูกแนะนำ

เวลาส่งตัวอย่างให้โรงงาน อย่าบอกแค่ว่า “ขอเหมือนตัวนี้” ถ้าทำได้ให้บอกเพิ่มว่า ชอบตรงไหน เช่น กลิ่นคั่วช่วงแรก ความเข้มหลังใส่นม สีหลังใส่น้ำแข็ง หรือความฝาดช่วงท้าย เพราะคำว่า “เหมือน” ของแต่ละคนไม่เหมือนกันนั่นเอง

ส่วนใหญ่ใช้เป็น จุดเริ่มต้น ได้ แต่ไม่ควรคิดว่าสูตรหน้าร้านจะย้ายไปเป็นสินค้าแพ็กได้ตรง ๆ ทุกกรณี เพราะวิธีใช้งานต่างกันพอสมควร หน้าร้านมีพนักงานคอยควบคุมการชง ถ้าชาเข้มเกินก็เติมน้ำ ถ้าจางก็เพิ่มเบส หรือถ้ากลิ่นไม่ชัดก็ปรับหน้างานได้ทันที แต่สินค้าแพ็กต้องออกแบบให้ลูกค้าคนอื่นนำไปใช้ได้โดยไม่ต้องมีเจ้าของสูตรยืนอยู่ข้าง ๆ

เรื่องเมนูหน้าร้านสินค้าแพ็กขาย
คนชงพนักงานที่ผ่านการสอนลูกค้าหรือร้านอื่น
การแก้รสปรับหน้างานได้ต้องมีวิธีชงชัด
ปริมาณทำแก้วต่อแก้วต้องผลิตเป็นล็อต
ความสม่ำเสมอพึ่งฝีมือคนชงได้ต้องพึ่งมาตรฐานสินค้า
การเก็บใช้หมุนเวียนในร้านต้องคำนึงถึงบรรจุภัณฑ์และอายุสินค้า
ฉลากไม่ใช่ประเด็นหลักต้องจัดข้อมูลให้เหมาะกับประเภทสินค้า
ประสบการณ์ลูกค้าดื่มทันทีอาจเก็บไว้ก่อนนำไปชง

อีกเรื่องที่คนทำแบรนด์ใหม่มักมองข้ามคือ ฉลากอาหาร เพราะไม่ได้มีเพียงโลโก้กับชื่อสินค้าเท่านั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาอธิบายว่าอาหารในภาชนะบรรจุอาจมีข้อกำหนดเรื่องชื่ออาหาร ผู้ผลิต ปริมาณ ส่วนประกอบ ข้อมูลผู้แพ้อาหาร วันที่ผลิตหรือหมดอายุ รวมถึงเลขสารบบอาหารในกรณีที่ผลิตภัณฑ์นั้นเข้าข่ายต้องแสดง จึงควรให้โรงงานตรวจสอบประเภทของสินค้าจริงก่อนสรุปเรื่องฉลากหรือเลขสารบบอาหาร ไม่ควรใช้เงื่อนไขเดียวกับชาทุกประเภทนั่นเอง

หนึ่งในความคิดที่ทำให้แบรนด์ใหม่ใช้เงินเร็วที่สุดคือ “ไหน ๆ ทำแล้ว ทำหลายรสไปเลย” เพราะดูเหมือนมีสินค้าให้ลูกค้าเลือกเยอะ แต่ในความเป็นจริงทุกตัวเพิ่มภาระทั้งด้านเงินทุน ฉลาก พื้นที่เก็บสินค้า การถ่ายรูป การทำคอนเทนต์ และการตลาด สำหรับร้านที่มีเมนูขายดีอยู่แล้ว จุดเริ่มต้นที่ง่ายกว่าคือเลือกสินค้าที่มีหลักฐานจากหน้าร้านก่อน เช่น ถ้าชาไทยเป็นเมนูอันดับหนึ่งและลูกค้าจำรสชาติได้ ก็เริ่มจากชาไทยหนึ่งสูตร ไม่จำเป็นต้องผลิตชาไทย ชาเขียว ชาไต้หวัน และชาผลไม้พร้อมกันตั้งแต่วันแรก

ทำชาแบรนด์ตัวเองควรเริ่มจากกี่สูตร เพื่อลดความเสี่ยงของจมสต๊อก

ก่อนผลิต ลองคำนวณจากปริมาณกาารผลิตกลับมาที่ความสามารถในการขายด้วย เช่น หากผลิต 51 กิโลกรัมและแบ่งบรรจุ 500 กรัม จะได้ประมาณ 102 ถุง หากแบ่ง 250 กรัม จะได้ประมาณ 204 ถุงก่อนหักการสูญเสียหรือเงื่อนไขการผลิตจริง ตัวเลขง่าย ๆ แบบนี้ช่วยให้เห็นภาพว่าสินค้าจะต้องขายเดือนละกี่ถุงจึงจะหมุนสต๊อกได้ตามเป้าหมาย

จากนั้นถามต่อว่า ลูกค้าหน้าร้านเดิมมีจำนวนเท่าไร มีช่องทางออนไลน์หรือยัง จะขายให้ผู้บริโภคหรือร้านค้า และลูกค้าหนึ่งรายซื้อซ้ำบ่อยแค่ไหน การคำนวณจาก “ขายได้กี่ถุง” มีประโยชน์กว่าการมองเพียงว่า ปริมาณกาารผลิตเยอะหรือน้อยกันเลย!

ชานกฮูกแนะนำ

สินค้าแรกไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าที่แปลกที่สุด แต่ควรเป็นสินค้าที่ร้าน “มีเหตุผลที่สุดในการขาย” เพราะลูกค้ารู้จักรสชาติอยู่แล้ว อธิบายง่าย และเจ้าของร้านมีประสบการณ์กับสินค้านั้นจริง ๆ นั่นเอง

ถ้ากลุ่มลูกค้าเป็นคนชงดื่มที่บ้าน ถุงเล็กอาจทดลองง่ายกว่า แต่ถ้ากลุ่มหลักเป็นร้านเครื่องดื่ม ขนาดใหญ่ขึ้นจะตอบโจทย์เรื่องการใช้งานและต้นทุนมากกว่า Bluemocha มีรูปแบบบรรจุหลายขนาด เช่น 250 กรัม 500 กรัม 1 กิโลกรัม รวมถึงขนาดที่ใหญ่ขึ้นในบริการบางประเภท จึงควรคุยกับทีมโรงงานว่าขนาดใดเหมาะกับสูตร ปริมาณผลิต และตลาดของสินค้าแต่ละตัว

อย่าลืมคำนึงถึง “หลังเปิดถุง” ด้วย ถ้าร้านลูกค้าใช้ชาเพียงเล็กน้อย แต่เราขายถุงใหญ่มาก สินค้าอาจเปิดค้างนานจนกลิ่นเปลี่ยนก่อนใช้หมด ในทางกลับกัน หากร้านใช้เยอะมากแต่เราทำถุงเล็กเกินไป ต้นทุนบรรจุภัณฑ์และการใช้งานก็อาจไม่เหมาะกันเลย!

ไไม่ต้องทำเอกสารยาก ๆ แค่เตรียมข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ก็ช่วยได้มากแล้ว

เรื่องตัวอย่าง
เมนูที่อยากนำมาทำสินค้าชาไทย ชาเขียวนม ชานม
รสชาติที่ต้องการหอม เข้ม ไม่ฝาด
สิ่งที่ไม่ต้องการไม่เอากลิ่นมะลิ ไม่หวานเกิน
สูตรปัจจุบันชากี่กรัม น้ำกี่ ml
วิธีชงเครื่องชง ถุงกรอง หรือต้ม
ลูกค้าคนชงเอง ร้านน้ำ หรือแฟรนไชส์
ขนาดถุง250 g / 500 g / 1 kg
ช่องทางขายหน้าร้าน ออนไลน์ ตัวแทน
ราคาที่อยากขายช่วงราคาที่ลูกค้าน่าจะรับได้

ถ้ามีชาตัวอย่างที่ใช้อยู่แล้ว ก็สามารถเตรียมตัวอย่างไปให้โรงงานดูด้วย เพราะช่วยให้เข้าใจกลิ่นและรสที่เราต้องการได้เร็วกว่าการอธิบายด้วยคำพูดอย่างเดียว

อย่าเพิ่งชิมแต่น้ำชาเปล่าแล้วตัดสินทันที ถ้าเราจะใช้ชาตัวนั้นทำชาไทยเย็น ก็ควรชงเป็นชาไทยเย็นจริง ๆ ใช้สูตรนมเดิม น้ำแข็งเท่าเดิม แก้วขนาดเดิม และปริมาณชาเท่ากันทุกตัวที่นำมาเปรียบเทียบ

จากนั้นลองดูง่าย ๆ 5 เรื่อง

  1. กลิ่น หอมแบบที่ต้องการไหม?
  2. รสชา หลังใส่นมแล้วยังรู้สึกถึงชาไหม?
  3. ความฝาด ดื่มแล้วฝาดคอเกินไปหรือไม่?
  4. สี เมื่อใส่นมแล้วได้สีที่ร้านต้องการหรือเปล่า?
  5. หลังน้ำแข็งละลาย รสชาติจืดเร็วหรือยังดื่มได้ดี?

ลองให้หลายคนชิมด้วยยิ่งดี เพราะถ้าเจ้าของร้านชอบอยู่คนเดียว แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ชอบ สูตรนั้นก็อาจไม่ใช่ตัวที่เหมาะที่สุดสำหรับทำแบรนด์

ข้อผิดพลาดสิ่งที่เกิดขึ้น
ผลิตหลายสูตรพร้อมกันเงินและสต๊อกกระจายจนไม่รู้ว่าควรดันสินค้าตัวไหน
เลือกจากรสที่เจ้าของชอบคนเดียวอาจไม่ตรงกับลูกค้าที่ซื้อจริง
ไม่มีสูตรมาตรฐานทดสอบแต่ละครั้งเทียบกันไม่ได้
ทดลองเฉพาะน้ำชาเปล่าพอใส่นมหรือน้ำแข็ง กลิ่นและรสเปลี่ยน
ทำแพ็กเกจก่อนสูตรนิ่งต้องแก้ฉลากหรือข้อมูลภายหลัง
ไม่คำนวณจำนวนถุงจากปริมาณการผลิตผลิตเสร็จแล้วพบว่าสต๊อกมากกว่าที่ขายไหว
ไม่มีแผนซื้อซ้ำเน้นขายล็อตแรก แต่ไม่ได้คิดว่าจะทำให้ลูกค้ากลับมาซื้ออีกอย่างไร

ข้อที่อยากเน้นที่สุดคืออย่าหลงกับความรู้สึกว่า “มีแบรนด์แล้วเท่ากับขายได้” การผลิตสินค้าเป็นเพียงช่วงกลางของธุรกิจ ก่อนหน้านั้นต้องมีสินค้าและกลุ่มลูกค้าที่ชัด หลังจากนั้นยังต้องมีคอนเทนต์ ช่องทางขาย รีวิว การบริการ และระบบสต๊อกอีกหลายส่วนเลยทีเดียว

สำหรับร้านที่เริ่มจากเมนูขายดี Bluemocha มีจุดที่นำมาประกอบการตัดสินใจได้หลายอย่าง โดยปัจจุบันมีวัตถุดิบชาให้เลือกหลายประเภท ทั้งชาไทย ชาเขียว ชาไต้หวัน และชาอื่น ๆ มากกว่า 50 ชนิด รวมถึงมีบริการพัฒนาสูตรสำหรับผู้ที่ต้องการรสชาติแตกต่างจากสูตรมาตรฐาน

Bluemocha รับผลิตชา OEM และ ODM เหมาะกับร้านเครื่องดื่มแบบไหน

มีบริการ OEM เริ่มต้น 51 กิโลกรัม ส่วน ODM เริ่มต้น 60 กิโลกรัม จึงเหมาะทั้งกับร้านที่มีสูตรอยู่แล้วและร้านที่ต้องการเริ่มพัฒนาสูตรใหม่ ในด้านการผลิต Bluemocha มีมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น HACCP, GHPs, ISO 22000 และ HALAL สำหรับกระบวนการหรือผลิตภัณฑ์ตามขอบเขตการรับรองของโรงงาน

สำหรับบริการเสริม มีบริการออกแบบโลโก้และฉลาก มีตัวอย่างสำหรับทดสอบ รวมถึงบริการด้านเอกสารบางประเภทตามเงื่อนไข เช่น ยื่นขอ อย. ฟรีเมื่อสั่งผลิตใบชาตั้งแต่ 1,000 กิโลกรัมขึ้นไป และบริการดำเนินการด้าน HALAL เมื่อเข้าเงื่อนไขปริมาณที่กำหนด ดังนั้นก่อนสั่งผลิตควรยืนยันรายละเอียดล่าสุดกับทีมงานอีกครั้ง เนื่องจากประเภทสินค้าและเงื่อนไขบริการอาจแตกต่างกัน

ชานกฮูกแนะนำ

บริการฟรีเป็นเรื่องที่ช่วยลดต้นทุนได้ แต่ตอนเลือกโรงงานอย่าดูเฉพาะคำว่า “ฟรีออกแบบ” หรือ “ขั้นต่ำไม่สูง” ให้ดูพร้อมกันทั้งคุณภาพตัวอย่าง ความสม่ำเสมอ ความเข้าใจโจทย์ของทีมงาน เงื่อนไขการผลิต เอกสาร และการส่งมอบ เพราะทั้งหมดส่งผลกับธุรกิจหลังสินค้าออกขายจริงกันเลย!

ก่อนสรุปการผลิต ควรคุยให้ชัดว่าเมื่อสั่งซ้ำในล็อตถัดไป สูตรจะควบคุมอย่างไร หากวัตถุดิบบางชนิดเปลี่ยนตามฤดูกาลโรงงานจัดการอย่างไร มีระยะเวลาผลิตโดยประมาณเท่าไร และควรสั่งล็อตใหม่ล่วงหน้ากี่วัน ถ้าร้านคิดจะขยายหลายสาขา ควรถามเรื่องกำลังผลิตและความสามารถในการส่งต่อเนื่องด้วย เพราะปัญหาที่หนักกว่าสูตรไม่อร่อยคือสูตรขายดีมาก แต่สินค้าไม่พอใช้ช่วงที่ร้านกำลังโต

ส่วนเจ้าของแบรนด์ที่ตั้งใจขายออนไลน์ ควรถามเรื่องบรรจุภัณฑ์ อายุสินค้า วิธีเก็บ และข้อมูลฉลากให้ละเอียด เพราะสินค้าจะผ่านทั้งการขนส่งและการเก็บในบ้านลูกค้า ไม่ได้ถูกเปิดใช้ทันทีเหมือนในร้าน ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ทำให้การเริ่มแบรนด์ยุ่งยากขึ้น แต่ช่วยให้เราเห็นต้นทุนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ ซึ่งดีกว่ามาแก้ตอนสินค้าผลิตเสร็จแล้วอย่างแน่นอน

ถ้าร้านมีเมนูขายดีอยู่แล้ว สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่รีบเลือกซองหรือออกแบบโลโก้ แต่คือกลับมาดูว่า ลูกค้าชอบเมนูนี้เพราะอะไร และสูตรของเราทำซ้ำได้จริงหรือยัง หากมีสูตรชัด มีต้นแบบ และรู้รสชาติที่ต้องการอยู่แล้ว OEM มักเป็นทางเลือกที่ตรงกว่า เพราะสามารถนำสูตรหรือแนวทางเดิมไปต่อยอดสู่การผลิตได้ แต่ถ้ารู้เพียงคอนเซ็ปต์ เช่น อยากได้ชาไทยเข้มแต่ไม่ฝาด อยากได้ชาเขียวเฉพาะแบรนด์ หรือมีเมนูขายดีแต่สูตรยังไม่เหมาะกับการผลิตซ้ำ ODM หรือการพัฒนาสูตรร่วมกับโรงงาน จะตอบโจทย์กว่า

เหนือสิ่งอื่นใด อย่ามองเพียงว่า “สูตรนี้อร่อยไหม?” แต่ต้องดูด้วยว่าชงง่ายไหม คุมรสชาติได้หรือไม่ ลูกค้ากลุ่มไหนจะซื้อ ขนาดบรรจุเหมาะหรือเปล่า ปริมาณการผลิตหมุนสต๊อกไหวหรือไม่ และเมื่อผลิตล็อตแรกหมดแล้วมีโอกาสเกิดการซื้อซ้ำมากแค่ไหน ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้ การเปลี่ยนเมนูขายดีหน้าร้านให้กลายเป็นชาแบรนด์ตัวเองก็จะมีทิศทางชัดขึ้นเยอะเลยนั่นเอง

1. ถ้าจะขายชาแบรนด์ตัวเองออนไลน์ ควรเตรียมอะไรเพิ่ม?

ตอบ : นอกจากสูตรแล้ว ควรเตรียมขนาดบรรจุ ราคา วิธีชง การเก็บรักษา ฉลาก ภาพสินค้า ช่องทางจัดส่ง และแผนการซื้อซ้ำให้พร้อม โดยเฉพาะวิธีชงต้องอธิบายให้คนที่ไม่ใช่พนักงานร้านสามารถทำตามได้ง่าย

2. มีเมนูขายดีหน้าร้านแล้ว สามารถทำชาแบรนด์ตัวเองได้เลยไหม?

ตอบ : ใช้เมนูขายดีเป็นต้นแบบได้ แต่ควรทำสูตรให้ชัดเป็นกรัม มิลลิลิตร เวลา และวิธีสกัดก่อน พร้อมทดสอบว่าคนอื่นชงตามแล้วได้รสชาติใกล้เคียงกันหรือไม่ เพราะสินค้าที่ขายเป็นแพ็กต้องพึ่งมาตรฐานของสูตรมากกว่าฝีมือของคนชง

3. ถ้ามีสูตรอยู่แล้วควรเลือก OEM หรือ ODM?

ตอบ : หากสูตรนิ่งและรู้วัตถุดิบหรือรสชาติที่ต้องการแล้ว สามารถเริ่มคุยแบบ OEM ได้ แต่ถ้าสูตรเดิมยังต้องผสมหลายชนิดเองหรือพึ่งเทคนิคของคนชงมาก อาจต้องมีขั้นตอนปรับสูตรร่วมกับโรงงานก่อนผลิตจริง

4. ถ้ายังไม่มีสูตรเลย แต่อยากมีแบรนด์ชาเป็นของตัวเองทำได้ไหม?

ตอบ : ทำได้ โดยสามารถเริ่มจากการทดลองสูตรมาตรฐานที่โรงงานมีอยู่แล้ว หรือเลือก ODM เพื่อให้ช่วยพัฒนาสูตรใหม่จากคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ เช่น ต้องการชาไทยหอมคั่ว ชาเขียวไม่มีกลิ่นมะลิ หรือชาที่เหมาะกับเมนูนม

5. ทำแบรนด์ชาแล้วต้องมี อย. ทุกสินค้าไหม?

ตอบ : ไม่ควรเหมารวมว่าสินค้าทุกชนิดมีเงื่อนไขเหมือนกัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาระบุว่าผลิตภัณฑ์อาหารบางกลุ่มต้องขอเลขสารบบอาหาร ขณะที่อาหารทั่วไปบางประเภทไม่ได้บังคับให้ขอก่อนผลิตหรือนำเข้า ดังนั้นต้องพิจารณาจากประเภท สูตร กรรมวิธี และรูปแบบสินค้าจริงเป็นกรณีไป

6. Bluemocha รับผลิตชา OEM ขั้นต่ำกี่กิโลกรัม?

ตอบ : OEM เริ่มต้นที่ 51 กิโลกรัม ส่วน ODM สำหรับพัฒนาสูตรเริ่มต้นที่ 60 กิโลกรัม ทั้งนี้ควรสอบถามเงื่อนไขล่าสุดก่อนสั่งผลิตจริง เพราะรายละเอียดอาจแตกต่างตามประเภทสินค้าและบริการ

7. สามารถขอตัวอย่างชาก่อนสั่งผลิตได้ไหม?

ตอบ : Bluemocha มีขั้นตอนส่งตัวอย่างชาให้ลูกค้าทดลองก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต จึงควรนำตัวอย่างไปทดสอบกับสูตรจริง นมจริง น้ำแข็งจริง และวิธีชงจริงของร้านก่อนอนุมัติสูตร

ทดลองสูตรชาก่อนสั่งผลิต รับ Tester สำหรับทดสอบรสชาติก่อนสรุปออเดอร์

หากเพื่อน ๆ มีสูตรขายดีอยู่แล้วและอยากรู้ว่าควรเริ่มผลิตแบบไหน สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับ การทำชาแบรนด์ตัวเองและบริการ OEM ของ Bluemocha เพื่อเช็กขั้นตอนและปริมาณเริ่มต้น หรือเข้าไปดู รายการใบชาและวัตถุดิบของ Bluemocha เพื่อเปรียบเทียบว่าสูตรใดใกล้เคียงกับเมนูที่ร้านขายอยู่ก่อนก็ได้ หากยังเลือกไม่ถูก สามารถติดต่อ ชานกฮูก Bluemocha ได้ที่ LINE : @bluemochacoffee เพื่อขอตัวอย่างมาชงด้วยสูตรจริงของร้าน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะใช้สูตรมาตรฐานหรือพัฒนาเป็น ODM จะช่วยลดการลองผิดลองถูกและทำให้แบรนด์เริ่มต้นบนข้อมูลจริงมากขึ้นอย่างแน่นอน

Other Blogs